" สยามเมืองยิ้ม "
"น้ำท่วมมนุษย์ทำเอง"
ผืนดินบนผิวโลกประกอบด้วยน้ำถึง ¾ คนประกอบขึ้นด้วยน้ำ กว่า 70% วิทยาศาสตร์ใหม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า น้ำสามารถรับการสื่อสารจากมนุษย์ ทั้งในรูปคำพูด ตัวหนังสือ และการภาวนาในจิต และน้ำก็ส่งต่อสิ่งที่ได้รับจากมนุษย์ ไปยังน้ำส่วนอื่นๆ (HADO โดย ดร.มาซารุ อิโมโตะ) น้ำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งกับคน และบ้านเมือง ประเทศไทยเป็นประเทศที่ดิน น้ำ แดด อุดมสมบูรณ์ มีพืชพันธ์ธัญญาหารมากมาย มีวัฒนธรรมที่ดี เป็นเมืองยิ้ม
ประเทศไทยเดิมมีป่าเขา แม่น้ำ ลำธารมากมาย อยู่ติดทะเลและอยู่ปากทางออกของประเทศจีน อันเป็นที่อยู่ของประชากรนับพันล้านคน เรียกว่าอยู่ปากตลาด ประเทศไทยที่สมบูรณ์ดังที่กล่าวมา เดิมเรียกว่า "ประเทศสยาม" มีชาวนาเป็นกระดูกสันหลัง หรือพูดให้ชัดว่าเราเป็นเมืองที่มีการเกษตรที่เป็นแก่นของความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน เป็นประเทศที่ใครๆก็รักใครๆก็อยากได้ เพราะในน้ำมีปลา ในนามีข้าว กาลเวลาเปลี่ยนไปประเทศสยามเปลี่ยนชื่อเป็น "ประเทศไทย" วัฒนธรรมโลกแทรกซึมเข้าถึงบ้าน ทางสื่อทีวี อินเตอร์เน็ต ความเป็นประเทศสยามได้จางหายไปทั้งชื่อ วัฒนธรรม ลักษณะภูมิศาสตร์ และสถาปัตยกรรม ( มีการตัดไม้ทำลายป่า ถมคลอง สร้างถนน) จะดีสักแค่ไหนหากเราสามารถมีพื้นที่สยามในอดีตไว้ให้ลูกหลานสืบไป และก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องมีพื้นที่ไทยแลนด์ ที่ทันสมัยทันโลกด้วย
หากจินตนาการว่า พื้นที่สยามคือพื้นที่วิถีธรรม พื้นที่ไทยแลนด์เป็นพื้นที่วิถีทุน วิถีธรรมคือการอยู่ร่วมกันแบบบูรณาการ อิงกฏธรรมชาติ อยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยเคารพธรรมชาติ เช่นรักษาป่าเขา แม่น้ำ ลำคลอง ไว้ให้สมบูรณ์ รักษา ภูมิประเทศ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้ พัฒนาจิตใจของผู้คนให้เจริญทางจิตวิญญาณ และวิชาการ รักษารากของบ้านเมืองให้คงอยู่ มีบันทึกและสถิติต่างๆอย่างเพียงพอ เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาบ้านเมืองในวิถีธรรม ภายใต้โลกวิถีทุนสืบไป ตัวอย่างเช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน น่าน เลย เป็นต้น
ส่วนพื้นที่ไทยแลนก็ต้องพัฒนาไปตามโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เช่น กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ซึ่งรับและเลียนแบบเป็นวิถีทุนอย่างสิ้นเชิงแล้ว ก็ต้องเลยตามเลย และเอาดีหาประโยชน์จากวิถีทุนมาจรรโลงบ้านเมือง คำถามคือ จะไม่ให้จังหวัดวิถีทุนข้ามไปซื้อหรือ เปลี่ยนพื้นที่วิถีธรรมได้อย่างไร? คำตอบก็คือ
1 กฏหมาย ที่จะช่วยรักษาและพัฒนา สถาปัตยกรรมอันมีรากฐานจากบรรพบุรุษไทย
ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม ควบคุมสื่อไม่ให้มีอิทธิพลวิถีทุนเหนือวิถีธรรม
2 ผังเมือง ที่ไม่ยอมให้มีถนนขนาดใหญ่ ไม่ยอมให้มีตึกสูงเกิน 3 ชั้น ไม่ยอมให้มีการถม
คูคลอง ลุกล้ำแม่น้ำ
3 มีเจ้าเมืองและเจ้าหน้าที่ ที่รักธรรมชาติ เคารพธรรมชาติ คอยดูแลรักษาและพัฒนาความ
เป็นอยู่วิถีธรรม มีอาหารราคาถูกจากพื้นที่ ให้เพียงพอก่อนที่จะเหลือส่งออกนอกจังหวัด
มีรายได้จากงานศิลปะที่ทำจากธรรมชาติในราคาที่สูง และรัฐให้การส่งเสริมด้านการขาย
การตลาด
หากจินตนาการนี้เป็นจริง ความฝันที่จะส่งมอบสยามเมืองยิ้มให้ลูกหลานไทยก็จะกลายเป็นความจริง ลูกหลานที่ไม่เคยเห็นประเทศไทย ที่ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และยิ้มสยามจะได้คงอยู่กับประเทศไทยยั่งยืนตลอดไป
ไทย ภิรมย์
25 พ.ย 2554
....................................................................................................................................................................
ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนตึกชั้น 22 ของโรงแรมแห่งหนึ่ง นอกหน้าต่างบานใหญ่ มองเห็นตึกสูงและบ้านช่องที่สงบเงียบ เนื่องจากเป็นเวลา ตี 5 ครึ่ง เงาจากแสงของหลอดไฟที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำในแม่น้ำ ค่อยๆเปลี่ยนเป็นความสว่าง จากแสงอาทิตย์นุ่มนวลแทน
แสงสว่างยามเช้าเวลา 6.00 น เป็นแสงที่นุ่มสบาย เป็นแสงแห่งปัญญา เพราะแสงนั้นสบายตาและสร้างบรรยากาศชวนคิดชวนจินตนาการ ท่ามกลางความเจริญทางวัตถุ มีตึกสูงเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำ ช่างงดงามเหลือเกิน ที่มาขอความงดงาม ที่เห็นอยู่นั้น คือแม่น้ำสายใหญ่ที่ธรรมชาติสร้างให้ไว้
เรือลำน้อยในแม่น้ำเจ้าพระยาเคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ แม้แต่คลื่นจากเรือก็มองไม่เห็นแล้ว บ่องบอกถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่เรารับรู้ได้ภายในเวลาอันสั้น ตาเนื้อของผู้คนก็เห็นคลื่นที่หายไปจนชิน คิดว่าคลื่นก็ต้องหายไปเป็นธรรมดา เพราะเกิดมาก็เห็นเป็นอย่างนั้นมาตลอด ตาบางคู่ได้มองเห็นและเข้าใจ ในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ตาส่วนใหญ่มองเห็นแค่ความเปลี่ยนแปลง และไม่สามารถเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เพราะเหตุใด
ท้องฟ้าสว่างไสวมากขึ้น เรือในแม่น้ำมีมากขึ้น เงาของตึกสูงที่สะท้อนบนผิวน้ำ สั่นระยิบระยับ เพราะคลื่นเล็กๆจากการไหลของน้ำ และสายลมที่มาหยอกล้อเล่นกับน้ำ ระดับน้ำที่สูงมากในแม่น้ำ กับภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในบ้านเมืองไทย ทำให้น้ำนั้น ดูมีอำนาจ มีพลังอย่างบอกไม่ถูก น้ำปริมาณยิ่งมาก ก็ยิ่งดูมีพลัง น้ำท่วมเที่ยวนี้ ทำให้ผู้เขียนฉุกคิดถึงเรื่องราวมากมากว่า 30-40 ประเด็น ที่คนและน้ำปฏิบัติต่อกัน แต่แทบจะทั้งหมดก็ว่าได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเหตุเนื่องมาจากคนที่เบียดเบียนน้ำแทบทั้งสิ้น
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ทำการทดลองกองดินเป็นเนินเหมือนภูเขาที่บ้านสองกอง กองหนึ่งคลุมด้วยหญ้า อีกกองหนึ่งไม่คลุมอะไรเลย เทน้ำจำนวนมาก (200ลิตร) ผ่านถังที่เจาะรู เพื่อทำให้เหมือนฝนตก กองดินกองที่มีหญ้าคลุม น้ำใช้เวลานานมาก กว่าจะไหลออกมาจากพื้นที่ และไหลออกมาน้อยมากไม่ถึง 2 % ของน้ำที่ใส่เข้าไป น้ำไหลออกมาเพียงเล็กน้อย ไหลไปตามร่องปูนที่เปรียบเสมือนแม่น้ำลำคลองที่รองรับน้ำและให้น้ำไหลผ่าน น้ำ 98% ซึมหายไปในดิน เนื่องจากหญ้าได้หน่วงเวลาไม่ให้น้ำไหลบ่าจากเขาเร็วนัก ส่วนกองดินที่ไม่มีหญ้า น้ำไหลบ่าออกมากว่า 30% น้ำได้พาดิน และสิ่งปฏิกูลต่างๆ ไหลท่วมทั่วลานปูนเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ น้ำอีก 70%ซึมหายเป็นน้ำใต้ดิน
การทดลองนี้แสดงให้เห็นชัดว่า การตัดไม้ทำลายป่า ผลคือน้ำท่วม เพราะไม่มีต้นไม้ที่ช่วยชะลอน้ำ เพื่อให้น้ำซึมลงดิน หากไม่ต้องการให้น้ำท่วมอีก เราจึงต้องปลูกป่าเพิ่ม และควบคุม การตัดไม้ทำลายป่า ด้วยวิธีและระบบใหม่ เพราะระบบเดิมที่ดำเนินอยู่ ไม่สามารถยับยั้งนักตัดไม้ได้ ผู้รับผิดชอบ แน่นอนว่าคือรัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนที่จะต้องช่วยกันสอดส่องและหาทางยับยั้ง
มองออกไปยังแม่น้ำที่คดโค้ง สองฝั่งน้ำนั้นประกอบด้วย เขื่อนปูนที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อกันไม่ให้น้ำเซาะดินของตนพังลง มีบ้านลุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำ มีท่าเรือเล็กทำด้วยไม้และทุ่นลอยน้ำที่ลุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำ มีท่าเรือขนาดใหญ่ที่ตอกเข็มเทปูนผืนใหญ่ลุกเข้าไปในแม่น้ำ เหล่านี้ทำให้แม่น้ำแคบลง สิ่งปฏิกูลต่างๆที่ผู้คนสองฝั่งแม่น้ำปล่อยลงสู่แม่น้ำก็ทำให้น้ำในแม่น้ำสกปรกและตื้นเขิน ชวนให้คิดว่าอีกหน่อย (50 ปี) แม่น้ำเจ้าพระยาที่มีชื่อเสียงในอดีต จะกลายเป็นท่อน้ำทิ้งสำหรับคนกรุงเทพฯ หรือไม่ คลองหลังบ้านของผู้เขียนที่เคยว่ายน้ำเล่นกว้าง 10 เมตร บัดนี้ได้กลายเป็นท่อน้ำทิ้งไปแล้ว อย่างไม่มีทางจะเอาคืนมาได้ เพราะพื้นที่บ้านเรือนได้เข้าไปยึดคลองไว้จนหมดแล้ว เมื่อน้ำท่วมอีกเราก็จะเจอกับน้ำเน่าเหม็น เพราะมนุษย์เราทำเอาไว้เอง การดูแลรักษาแม่น้ำให้กว้างเข้าไว้ ไม่ให้ตื้นเขินสกปรก จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะน้ำหากไม่มีแม่น้ำเป็นทางผ่าน น้ำก็จะผ่านทางผิวดิน อันเป็นที่อยู่อาศัยของคน นี่คือหายนะขั้นที่สอง หลังหายนะขั้นที่หนึ่ง คือ สัตว์น้ำไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เพราะคุณภาพน้ำ และสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้ดำรงชีวิตและเจริญพันธุ์อยู่ได้ ขั้นที่สองกำลังจะตามมา ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่รู้ว่าหายนะนั้นใหญ่หลวงนัก มนุษย์จำนวนมากอาจเสียชีวิต หวังว่ามนุษย์คงไม่โทษน้ำ เพราะมนุษย์ทำตัวเอง
" ไทยภิรมย์ "
5 พ.ย 2554