วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
สิ่งดี ดี ในน้ำท่วม
เรื่องดีๆ ในสถานการณ์น้ำท่วม
ผม พักอยู่ประตูน้ำพระอินทร์ อยุธยา แต่ที่ทำงานอยู่ลาดพร้าว80 ผมต้องเดินทางไปกลับทุกวัน (บริษัทฯมีรถรับ-ส่งแค่สะพานใหม่) ตอนเช้าผมจะตื่นตีสี่ครึ่ง ทำธุระส่วนตัวแล้วออกมารอรถประมาณตีห้ากว่าๆ โดยผมจะนั่งรถ เมล์มาลงที่รังสิต แล้วต่อรถตู้มาลาดพร้าว 80 โดยภาพที่ผมเห็นจนชินตาก็คือ
ทุก คนที่รอรถตรงหน้าเมเจอร์รังสิตต่างรีบวิ่งลงไปบนพื้นถนนโดยไม่นึกกลัวว่ารถ จะชนหรือกีดขวางทางจราจร เมื่อเห็นรถตู้แล่นเข้ามาเทียบท่า ต่างแย่งชิง ทั้งเบียดเสียด บางครั้งก็มีถ้อยคำด่าทอเสียๆ หายๆ
ตามมาไม่ว่าหญิงหรือชาย
คน ขับบางคนก็พูดจาไม่สุภาพ ขับรถเหมือนแม่ป่วยต้องนำส่งโรงพยาบาลก็ไม่ปาน ปกติรถตู้สามารถนั่งได้ 14-15 คน แต่นี่มีการเสริมเบาะนั่งให้ได้ 20คน แออัดยัดเยียด เบียดเสียดจนแทบจะเป็น ผัวเมียกันทั้งคันรถ พอรถออกตัว หน่วยคอลเซ็นเตอร์ก็เริ่มทำงานทันที คือต่างควักมือถือออกมาแล้วก็คุยๆๆ คุยๆๆอย่างออกรสออกชาด ประหนึ่งว่ากรูนั่งมาในรถคนเดียวไม่ต้องเกรงใจคนรอบข้าง คนขับก็ไม่ ยอมน้อยหน้า โทรด่ากับเมียด้วยถ้อยคำที่ไม่รู้ไปขุดมาจากไหน บางครั้งยังแถม “แจกกล้วย” ให้รถคันที่วิ่งแซงไปด้วย นี่เป็นชีวิตประจำวันตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
แต่....เมื่อวานนี้เอง ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง แน่นอนครับ
" น้ำท่วม " หลายคนบอกน้ำท่วมมันดีตรงไหน ใช่ครับน้ำท่วมไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนปรารถนา แต่น้ำท่วมทำให้ผมได้เห็นชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งของผู้คนในเมืองฟ้าผ่องอำไพ แห่งนี้
วันนั้นผมเลิกงาน 5 โมงเย็น จึงนั่งรถบริษัทฯมาลงสะพานใหม่ แล้ว นั่งรถเมล์สาย 39 ต่อ เพราะน้ำท่วมรถตู้วิ่งไม่ได้ รถเมล์วิ่งลุยน้ำมาถึง กม.25 ก็ต้องหยุดเนื่องจากน้ำลึกไปต่อไม่ไหว กระเป๋าจึงแจ้งให้ผู้โดยสารลงจากรถเพื่อไปต่อรถทหาร(ซึ่งไม่รู้ว่าจะมาตอน ไหน) ผมเดินลุยน้ำมารอบริเวณเกาะกลางถนน ซึ่งมีผู้คนยืนรออยู่ประมาณ 30 คน ผู้คนเหล่านั้นต่างมีสีหน้ากังวล บ้างก็หันมาพูดคุยสอบถามกัน ว่าจะไปไหน จะมีรถหรือเปล่า ไอ้หนุ่มนักศึกษาถามป้าจะไปไหน มาผมช่วยถือของให้ พี่ผู้ชายไว้หนวดช่วยอุ้มเด็ก3ขวบที่มากับแม่ที่หิ้วของพะรุงพะรัง แฟนสาวของไอ้หนุ่มนักศึกษาช่วยแม่เด็กหิ้วกระเป๋า อีกมือใช้กระดาษพัดไล่ยุงให้เด็กน้อย ลุงแก่ๆ สองคนที่นั่งบนราวเกาะกลางถนนเขยิบที่พร้อมเอ่ยปากเชิญชวนชายแก่อีกคน ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ มานั่งด้วยกัน
มีรถผ่านมาเรื่อยๆ และสิ่งที่ผมเห็นคือรถเกือบทุกคันจะลดกระจกลงแล้วโผล่หน้าออกมาถามว่าจะไป ไหน ถ้ารถเขาผ่านรายนั้นๆ ก็จะได้ติดรถไปด้วย คนที่อยู่ไม่ไกลไปกันเกือบหมดแล้ว จะเหลือก็พวกที่อยู่แถวประทาน พร บางขัน นวนคร และก็ตัวผม ประตูน้ำพระอินทร์ รวมแล้วน่าจะประมาณ 17 คน เรารออยู่ประมาณสองชั่วโมงจึงมีรถโฟร์วีลคันหนึ่งผ่านมา คนขับหน้าตายังวัยรุ่นเปิดกระจกออกมาถามพวกเราว่า “มีไครไปนวนครไหม๊?” เท่านั้นแหละทุกคนต่างยิ้มแก้มแทบปริ พวกเรารีบทยอยขึ้นรถ บ้างก็ช่วยดึงกันขึ้น บ้างก็ช่วยถือของโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ แต่สิ่งที่พวกเราลืมคิดกันตอนนั้นคือ จำนวนคนกับรถมันไม่เหมาะสมกัน เนื่องจากโฟร์วีลกระบะมันเล็ก จุได้แค่ 12 คน ที่เหลืออีก 5 คนคือ ไอ้หนุ่มนักศึกษากับแฟน ลุงแก่ทั้งสอง และผม
พวกเรามองหน้า กัน พี่ผู้ชายมีหนวดเอ่ยปากขึ้นว่าพวกคุณไปกันก่อน เดี๋ยวผมรอคันหลัง ว่าแล้วก็โดดผลุงลงมาเพื่อให้แฟนสาวของไอ้หนุ่มนักศึกษาขึ้นไปแทน แฟนไอ้หนุ่มนักศึกษาบอกไม่เป็นไรให้ลุงไปก่อนดีกว่าเดี๋ยวหนูกับแฟนรอไปคัน หลัง และอีกหลายคนก็แสดงเจตจำนงที่จะเสียสละ
แต่แล้วสิ่งที่ทำ ให้ผมแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ก็คือ ป้าที่นั่งอยู่ลุกขึ้นแล้วพูดว่า"ถ้าไปก็ต้องไปด้วยกันหมด" ให้พวกเราทุกคนยืนขึ้นก็จะมีที่พอสำหรับทุกคน จริงอย่างที่แกพูด พวกเราที่เหลือขึ้นมาบนรถได้ จากนั้นพวกเราก็ยืนกอดเอวกันไว้เป็นรูปวงกลมแน่นกระชับ จะได้ไม่ล้มเวลารถวิ่ง จากนั้น รถก็เริ่มวิ่งลุยน้ำไปเรื่อยๆ ช้าๆ ในขณะนั้น สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ รอยยิ้มจากมุมปากของทุกคน บางคนก็มีมุขให้พวกเราได้หัวเราะกันสนุกสนาน ดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อ ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนเลย และเมื่อถึงจุดที่มีคนลงรถ พวกเราก็จะล่ำลาและอวยพรให้กันและกันเหมือนประหนึ่งกับญาติตัวเองไม่มีผิด จนในที่สุดรถก็วิ่งมาถึงนวนครซึ่งเป็นจุดสุดท้าย พวกเราที่เหลือลงจากรถแล้วก็เดินไปไหว้ขอบคุณเจ้าของรถ แล้วผมก็โบกมือลาไอ้หนุ่มนักศึกษากับแฟนเพื่อเดินต่อจากนวนครไปประตูน้ำพระ อินทร์
ผม เดินไปยิ้มไป ฮำเพลงบ้าง ผิวปากบ้างอย่างอารมณ์ดี แบบที่ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนเลย เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ผมรู้ว่า"แสงสว่างนั้น ซ่อนอยู่หลังความมืดมิดเสมอ"
นายหงส์แก่
ข้อมูลจาก:http://atcloud.com/stories/101569
โพสต์โดย: JUM_NCC
ผม พักอยู่ประตูน้ำพระอินทร์ อยุธยา แต่ที่ทำงานอยู่ลาดพร้าว80 ผมต้องเดินทางไปกลับทุกวัน (บริษัทฯมีรถรับ-ส่งแค่สะพานใหม่) ตอนเช้าผมจะตื่นตีสี่ครึ่ง ทำธุระส่วนตัวแล้วออกมารอรถประมาณตีห้ากว่าๆ โดยผมจะนั่งรถ เมล์มาลงที่รังสิต แล้วต่อรถตู้มาลาดพร้าว 80 โดยภาพที่ผมเห็นจนชินตาก็คือ
ทุก คนที่รอรถตรงหน้าเมเจอร์รังสิตต่างรีบวิ่งลงไปบนพื้นถนนโดยไม่นึกกลัวว่ารถ จะชนหรือกีดขวางทางจราจร เมื่อเห็นรถตู้แล่นเข้ามาเทียบท่า ต่างแย่งชิง ทั้งเบียดเสียด บางครั้งก็มีถ้อยคำด่าทอเสียๆ หายๆ
ตามมาไม่ว่าหญิงหรือชาย
คน ขับบางคนก็พูดจาไม่สุภาพ ขับรถเหมือนแม่ป่วยต้องนำส่งโรงพยาบาลก็ไม่ปาน ปกติรถตู้สามารถนั่งได้ 14-15 คน แต่นี่มีการเสริมเบาะนั่งให้ได้ 20คน แออัดยัดเยียด เบียดเสียดจนแทบจะเป็น ผัวเมียกันทั้งคันรถ พอรถออกตัว หน่วยคอลเซ็นเตอร์ก็เริ่มทำงานทันที คือต่างควักมือถือออกมาแล้วก็คุยๆๆ คุยๆๆอย่างออกรสออกชาด ประหนึ่งว่ากรูนั่งมาในรถคนเดียวไม่ต้องเกรงใจคนรอบข้าง คนขับก็ไม่ ยอมน้อยหน้า โทรด่ากับเมียด้วยถ้อยคำที่ไม่รู้ไปขุดมาจากไหน บางครั้งยังแถม “แจกกล้วย” ให้รถคันที่วิ่งแซงไปด้วย นี่เป็นชีวิตประจำวันตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
แต่....เมื่อวานนี้เอง ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง แน่นอนครับ
" น้ำท่วม " หลายคนบอกน้ำท่วมมันดีตรงไหน ใช่ครับน้ำท่วมไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนปรารถนา แต่น้ำท่วมทำให้ผมได้เห็นชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งของผู้คนในเมืองฟ้าผ่องอำไพ แห่งนี้
วันนั้นผมเลิกงาน 5 โมงเย็น จึงนั่งรถบริษัทฯมาลงสะพานใหม่ แล้ว นั่งรถเมล์สาย 39 ต่อ เพราะน้ำท่วมรถตู้วิ่งไม่ได้ รถเมล์วิ่งลุยน้ำมาถึง กม.25 ก็ต้องหยุดเนื่องจากน้ำลึกไปต่อไม่ไหว กระเป๋าจึงแจ้งให้ผู้โดยสารลงจากรถเพื่อไปต่อรถทหาร(ซึ่งไม่รู้ว่าจะมาตอน ไหน) ผมเดินลุยน้ำมารอบริเวณเกาะกลางถนน ซึ่งมีผู้คนยืนรออยู่ประมาณ 30 คน ผู้คนเหล่านั้นต่างมีสีหน้ากังวล บ้างก็หันมาพูดคุยสอบถามกัน ว่าจะไปไหน จะมีรถหรือเปล่า ไอ้หนุ่มนักศึกษาถามป้าจะไปไหน มาผมช่วยถือของให้ พี่ผู้ชายไว้หนวดช่วยอุ้มเด็ก3ขวบที่มากับแม่ที่หิ้วของพะรุงพะรัง แฟนสาวของไอ้หนุ่มนักศึกษาช่วยแม่เด็กหิ้วกระเป๋า อีกมือใช้กระดาษพัดไล่ยุงให้เด็กน้อย ลุงแก่ๆ สองคนที่นั่งบนราวเกาะกลางถนนเขยิบที่พร้อมเอ่ยปากเชิญชวนชายแก่อีกคน ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ มานั่งด้วยกัน
มีรถผ่านมาเรื่อยๆ และสิ่งที่ผมเห็นคือรถเกือบทุกคันจะลดกระจกลงแล้วโผล่หน้าออกมาถามว่าจะไป ไหน ถ้ารถเขาผ่านรายนั้นๆ ก็จะได้ติดรถไปด้วย คนที่อยู่ไม่ไกลไปกันเกือบหมดแล้ว จะเหลือก็พวกที่อยู่แถวประทาน พร บางขัน นวนคร และก็ตัวผม ประตูน้ำพระอินทร์ รวมแล้วน่าจะประมาณ 17 คน เรารออยู่ประมาณสองชั่วโมงจึงมีรถโฟร์วีลคันหนึ่งผ่านมา คนขับหน้าตายังวัยรุ่นเปิดกระจกออกมาถามพวกเราว่า “มีไครไปนวนครไหม๊?” เท่านั้นแหละทุกคนต่างยิ้มแก้มแทบปริ พวกเรารีบทยอยขึ้นรถ บ้างก็ช่วยดึงกันขึ้น บ้างก็ช่วยถือของโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ แต่สิ่งที่พวกเราลืมคิดกันตอนนั้นคือ จำนวนคนกับรถมันไม่เหมาะสมกัน เนื่องจากโฟร์วีลกระบะมันเล็ก จุได้แค่ 12 คน ที่เหลืออีก 5 คนคือ ไอ้หนุ่มนักศึกษากับแฟน ลุงแก่ทั้งสอง และผม
พวกเรามองหน้า กัน พี่ผู้ชายมีหนวดเอ่ยปากขึ้นว่าพวกคุณไปกันก่อน เดี๋ยวผมรอคันหลัง ว่าแล้วก็โดดผลุงลงมาเพื่อให้แฟนสาวของไอ้หนุ่มนักศึกษาขึ้นไปแทน แฟนไอ้หนุ่มนักศึกษาบอกไม่เป็นไรให้ลุงไปก่อนดีกว่าเดี๋ยวหนูกับแฟนรอไปคัน หลัง และอีกหลายคนก็แสดงเจตจำนงที่จะเสียสละ
แต่แล้วสิ่งที่ทำ ให้ผมแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ก็คือ ป้าที่นั่งอยู่ลุกขึ้นแล้วพูดว่า"ถ้าไปก็ต้องไปด้วยกันหมด" ให้พวกเราทุกคนยืนขึ้นก็จะมีที่พอสำหรับทุกคน จริงอย่างที่แกพูด พวกเราที่เหลือขึ้นมาบนรถได้ จากนั้นพวกเราก็ยืนกอดเอวกันไว้เป็นรูปวงกลมแน่นกระชับ จะได้ไม่ล้มเวลารถวิ่ง จากนั้น รถก็เริ่มวิ่งลุยน้ำไปเรื่อยๆ ช้าๆ ในขณะนั้น สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ รอยยิ้มจากมุมปากของทุกคน บางคนก็มีมุขให้พวกเราได้หัวเราะกันสนุกสนาน ดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อ ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนเลย และเมื่อถึงจุดที่มีคนลงรถ พวกเราก็จะล่ำลาและอวยพรให้กันและกันเหมือนประหนึ่งกับญาติตัวเองไม่มีผิด จนในที่สุดรถก็วิ่งมาถึงนวนครซึ่งเป็นจุดสุดท้าย พวกเราที่เหลือลงจากรถแล้วก็เดินไปไหว้ขอบคุณเจ้าของรถ แล้วผมก็โบกมือลาไอ้หนุ่มนักศึกษากับแฟนเพื่อเดินต่อจากนวนครไปประตูน้ำพระ อินทร์
ผม เดินไปยิ้มไป ฮำเพลงบ้าง ผิวปากบ้างอย่างอารมณ์ดี แบบที่ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนเลย เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ผมรู้ว่า"แสงสว่างนั้น ซ่อนอยู่หลังความมืดมิดเสมอ"
นายหงส์แก่
ข้อมูลจาก:http://atcloud.com/stories/101569
โพสต์โดย: JUM_NCC
วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
อาบน้ำอุ่น ดีต่อสุขภาพอย่างไร
การอาบน้ำอุ่น ช่วยกระตุ้นระบบหายใจให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับท่านที่มีสุขภาพหัวใจไม่แข็งแรงนัก
อุณหภูมิของน้ำที่มีความอุ่นพอเหมาะ เช่น 45 องศา ยังจะช่วยเยียวยาอาการของโรคกระเพาะอาหารได้ดีอีกด้วย ทำให้ร่างกายสดชื่น ความดันโลหิตเป็นปกติ นอนหลับสบาย แต่หากอาบน้ำที่ร้อนมาก ๆ จะยิ่งทำให้ร่างกายของคุณอ่อนเพลียมากขึ้น ดังนั้นการอาบน้ำอุ่นบ้างอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้งก็คงไม่วุ่นวายจนเกินไปนัก
ข้อมูลจาก:http://www.siamhealthtoday.com.html
โพสต์โดย: JUM_NCC
น้ำดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง
ลักษณะของน้ำดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง
- น้ำอ่อน คือน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุ และมีส่วนเกี่ยวพันกับการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงซึ่งไม่ใช่น้ำที่ดีต่อสุขภาพ
- น้ำกลั่น เป็นน้ำซึ่งไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่เลย จะเป็นผลให้ร่างกายต้องดึงเอาแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม เกลือแร่ต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ ออกมาใช้ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายขาดธาตุเหล่านี้ จนเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดตามมา ซึ่งก็ไม่ดีต่อสุขภาพ
- น้ำดื่มบรรจุขวดที่มีสารปนเปื้อนไม่ได้มาตราฐาน แม้จะดูใสให้ความรู้สึกว่าสะอาดปลอดภัยกว่าน้ำประปา แต่ 25% ของน้ำบรรจุขวดเป็นเพียงการนำน้ำประปามาใส่ขวดและปรับปรุงคุณภาพเพียงเล็ก น้อยเท่านั้น
- น้ำประปาที่มีคลอรีนเพื่อช่วยฆ่าเชื้อแบคทรีเรีย แต่กลับก่อให้เกิดสารพิษที่ชื่อ ไตฮาโลมีเทน เกิดจากคลอรีนทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในน้ำ เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคสมองเสื่อม เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของน้ำดื่มที่ดี
- น้ำอัดลม ทำมาจากน้ำกลั่นหรือน้ำอ่อนที่ไม่มีแร่ธาตุ ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียแร่ธาตุ เนื่องจากถูกดึงแร่ธาตุที่จำเป็นออกมาใช้ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม แร่ธาตุต่าง ๆ จะสูญเสียออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะและอื่น ๆ ซึ่งการสูญเสียนี้จะส่งผลให้เกิดโรคตามมา เช่น โรคกระดูกพรุน โรคข้ออักเสบ และโรคเกี่ยวกับความเสื่อมต่าง ๆ โรคแก่ก่อนวัย เป็นต้น
- น้ำหวาน น้ำผลไม้สำเร็จรูปซึ่งเป็นเพียงน้ำตาลกับสีผสมอาหาร โดยแต่งกลิ่นสีเลียนแบบธรรมชาติอาจมีเกลือแร่ปนอยู่บ้าง แต่ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดผลร้ายแก่ร่างกาย มากกว่าผลดีที่จะได้รับ
โพสต์โดย:JUM_NCC
อยากมีผิวสวย ผิวดี...น้ำผลไม้ช่วยได้
ผลไม้บางชนิดนั้นนอกจากรับประทานแล้วยังสามารถนำมาพอกทาใบหน้าเพื่อ บำรุงผิว ด้วยครีมต่าง ๆ ซึ่งต้องการเวลาและมีราคาสูง ถ้าคุณขยันก็ควรแบ่งเวลาสักไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่าสัปดาห์เพื่อพอกหน้าด้วยผล ไม้ ผลที่ได้คือการ บำรุงผิว ดีที่
สับปะรดสด ๆ คั้นเอาแต่น้ำมาชโลมพอกทาใบหน้า คนที่มี ผิวหน้ามัน จะได้ผิวที่ดี สมดุล จุดด่างดำ และริ้วรอยต่าง ๆ จะหายไป (พอกนานประมาณ 20 นาที)
แอปเปิลนำไปปั่นให้ข้น ไม่ต้องให้เป็นน้ำ หรือฝานเป็นชิ้นบาง ๆ นำมาวางทั่วใบหน้า หรือพอกหน้าไว้นาน 20 นาที เหมาะสำหรับคน ผิวแห้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้ใบหน้า ผิวหน้า ที่ตากแดดตากลม มาก ๆ ควร บำรุงผิว ด้วย มะละกอสุก ที่คัดเมล็ดทิ้งแล้วปั่นหรือยีให้เละด้วยส้อม นำมาพอกหน้านาน 15-20 นาที ทำให้ ผิวหน้า ที่แห้งแตกเป็นขุย ๆ มีความนุ่มนวลและชุ่มชื่นขึ้น
เปลือกมะนาวที่บีบน้ำออกแล้วนำมาถูคลึงเบา ๆ ทั่วใบหน้าที่มันจะช่วยลดความมัน ขจัดสิวเสี้ยน เพิ่มความขาวนวลได้ดี มะเขือเทศ แตงกวา น้ำผึ้ง (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) ปั่นละเอียดหรือฝานบาง ๆ วางทั่วใบหน้าหรือพอกหน้านาน 20 นาที เป็นประจำทุก ๆ 1 สัปดาห์ จะช่วยขจัดริ้วรอยบนใบหน้า เพิ่มความขาวเนียนผุดผ่องให้ใบหน้าได้อย่างดี สิ่งที่บอกกล่าวนี้ ถ้าท่านทดลองทำดูก็ไม่น่าเสียหายเพราะเป็นการนำสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมา ประยุกต์ใช้กับร่างกาย เป็นการธรรมชาติมาดูแล สุขภาพผิว ซึ่งไม่เป็นผลเสียใด ๆ
ข้อมูลจาก:http://www.siamhealthtoday.com.html
โพสต์โดย:JUM_NCC
เครื่องดื่ม กับยาเกี่ยวข้องกันอย่างไร
ยากับเครื่องดื่ม "เข้าสู่ช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน ผู้อ่านหลายท่านคงเตรียมตัวเลี้ยงฉลอง เดินทางกลับภูมิลำเนา หรือไม่ก็หยุดพักร้อนไปเที่ยวเฮฮากับเพื่อนฝูง อาหารและเครื่องดื่มก็คงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยอย่างไรก็ตามหากมียาที่ต้อง รับประทานอยู่ เราจำเป็นต้องรู้ว่าเครื่องดื่มประเภทใดที่จำเป็นต้องงดเว้น เพื่อสุขภาพที่ดีของท่าน"
ยากับเหล้า เบียร์ ไวน์ แอลกอฮอล์ เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม อาทิ เหล้า เบียร์ ไวน์ เป็นต้น แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดประสาท ทำให้สติสัมปชัญญะของเราลดลง หากรับประทานร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาท เช่น ยาแก้แพ้ ยาคลายกังวล ยาต้านซึมเศร้า อาจทำให้ง่วงซึม ขาดสมาธิ ได้มากกว่าปกติถ้ารุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติ และหยุดหายใจไปเลยก็ได้ แอลกอฮอล์ยังมีพิษต่อตับหากรับประทานร่วมกันกับยา พาราเซตามอล หรือยาอื่นที่มีผลต่อตับก็มีโอกาสทำให้เกิดตับวายเฉียบพลันได้ ยาต้าน เชื้อ Metronidazole เมื่อรับประทานร่วมกันกับแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดอาการผิวหนังแดงจากการขยายตัว ของหลอดเลือด โดยเฉพาะที่ใบหน้า ร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว เนื่องจากแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายที่ดี อาจเปลี่ยนแปลงการดูดซึมยาหลายชนิด โดยเฉพาะทำให้ยาบางชนิดดูดซึมได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดผลข้างเคียง จากการได้รับยาเกินขนาดได้
ถึงแม้ว่าเราพยายามจะเลี่ยงการรับประทานยาไม่พร้อมกันก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอ ไป ไม่ว่ายาหรือแอลกอฮอล์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายของเรามันยังคงคั่งค้างในร่างกายไปหลายชั่วโมง หรืออาจเป็นวันเลยก็ได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นกับตัวยานั้น ๆ และปริมาณแอลกอฮอล์ที่เราบริโภคเข้าไป
ยากับนม น้ำแร่ น้ำผลไม้ นม น้ำแร่ น้ำผลไม้ มักมีแร่ธาตุและสารเคมีบางชนิดโดยเฉพาะ แคลเซียม ซึ่งทำปฏิกิริยากับยาที่เรารับประทานได้เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่ไม่ดูดซึม เมื่อยาไม่ถูกดูดซึมหรือดูดซึมได้น้อยลง ทำให้การรักษาไม่ได้ผล ยาที่ไม่ควรรับประทานร่วมด้วย ได้แก่ ยาต้านเชื้อกลุ่มเตตร้าไซคลิน (tetracycline, doxycycline) และยาต้านเชื้อกลุ่มควิโนโลน (norfloxacin, ofloxacin, ciprofloxacin) ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่ม bisphosphonate (alendronate, risedronate, ibandronate)
ยากับชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง มักมีสารกระตุ้นประสาทที่รู้จักกันดีคือ คาเฟอีน ที่ทำให้รู้สึกสดชื่น แต่หากได้รับมากเกินไปจะทำให้กระวนกระวาย ใจสั่น นอนไม่หลับและรับประทานร่วมกับยาที่กระตุ้นระบบประสาท เช่น pesudoephedrine ซึ่งพบได้ในยาสูตรผสมแก้หวัดที่หาซื้อได้ทั่วไป ก็อาจทำให้เกินอาการเหล่านั้นมากขึ้นหรือนานขึ้น ยาบางอย่างทำให้คาเฟอีนอยู่ในร่างกายได้นานขึ้นได้แก่ ciprofloxacin cimetidine เมื่อต้องรับประทานยาเหล่านี้ควรงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนชั่ว คราว
ยากับอุณหภูมิของน้ำนั้นสำคัญไฉน ยา ชางชนิดห้ามผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเพราะจะทำให้ยาเสื่อมสภาพ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะสำหรับเก็กควรใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วผสมเท่านั้น สำหรับการรับประทานยาร่วมกับน้ำอุ่นนั้นไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากน้ำที่เราดื่มลงไปนั้น ร่างกายได้ปรับเปลี่ยนอุณหภูมิของน้ำโดยอัตโนมัติ
น้ำเปล่ากับยาดีที่สุด นอกจากจะไม่มีผลกับยาที่รับประทานแล้วหากดื่มในปริมาณที่เพียงพอยังช่วย ละลายยา เพิ่มการดูดซึมและลดผลข้างเคียงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับยา โดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร
" ทุกครั้งที่ต้องรับประทาน อย่าลืมอ่านข้อมูลยาบนฉลาก หรือสอบถามเพิ่มเติมกับเภสัชกรของท่าน "
ข้อมูลจาก:http://www.siamhealthtoday.com.html
โพสต์โดย:JUM_NCC
ถึงแม้ว่าเราพยายามจะเลี่ยงการรับประทานยาไม่พร้อมกันก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอ ไป ไม่ว่ายาหรือแอลกอฮอล์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายของเรามันยังคงคั่งค้างในร่างกายไปหลายชั่วโมง หรืออาจเป็นวันเลยก็ได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นกับตัวยานั้น ๆ และปริมาณแอลกอฮอล์ที่เราบริโภคเข้าไป
ยากับนม น้ำแร่ น้ำผลไม้ นม น้ำแร่ น้ำผลไม้ มักมีแร่ธาตุและสารเคมีบางชนิดโดยเฉพาะ แคลเซียม ซึ่งทำปฏิกิริยากับยาที่เรารับประทานได้เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่ไม่ดูดซึม เมื่อยาไม่ถูกดูดซึมหรือดูดซึมได้น้อยลง ทำให้การรักษาไม่ได้ผล ยาที่ไม่ควรรับประทานร่วมด้วย ได้แก่ ยาต้านเชื้อกลุ่มเตตร้าไซคลิน (tetracycline, doxycycline) และยาต้านเชื้อกลุ่มควิโนโลน (norfloxacin, ofloxacin, ciprofloxacin) ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่ม bisphosphonate (alendronate, risedronate, ibandronate)
ยากับชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง มักมีสารกระตุ้นประสาทที่รู้จักกันดีคือ คาเฟอีน ที่ทำให้รู้สึกสดชื่น แต่หากได้รับมากเกินไปจะทำให้กระวนกระวาย ใจสั่น นอนไม่หลับและรับประทานร่วมกับยาที่กระตุ้นระบบประสาท เช่น pesudoephedrine ซึ่งพบได้ในยาสูตรผสมแก้หวัดที่หาซื้อได้ทั่วไป ก็อาจทำให้เกินอาการเหล่านั้นมากขึ้นหรือนานขึ้น ยาบางอย่างทำให้คาเฟอีนอยู่ในร่างกายได้นานขึ้นได้แก่ ciprofloxacin cimetidine เมื่อต้องรับประทานยาเหล่านี้ควรงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนชั่ว คราว
ยากับอุณหภูมิของน้ำนั้นสำคัญไฉน ยา ชางชนิดห้ามผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเพราะจะทำให้ยาเสื่อมสภาพ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะสำหรับเก็กควรใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วผสมเท่านั้น สำหรับการรับประทานยาร่วมกับน้ำอุ่นนั้นไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากน้ำที่เราดื่มลงไปนั้น ร่างกายได้ปรับเปลี่ยนอุณหภูมิของน้ำโดยอัตโนมัติ
น้ำเปล่ากับยาดีที่สุด นอกจากจะไม่มีผลกับยาที่รับประทานแล้วหากดื่มในปริมาณที่เพียงพอยังช่วย ละลายยา เพิ่มการดูดซึมและลดผลข้างเคียงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับยา โดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร
" ทุกครั้งที่ต้องรับประทาน อย่าลืมอ่านข้อมูลยาบนฉลาก หรือสอบถามเพิ่มเติมกับเภสัชกรของท่าน "
ข้อมูลจาก:http://www.siamhealthtoday.com.html
โพสต์โดย:JUM_NCC
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








