วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อาบน้ำอุ่น ดีต่อสุขภาพอย่างไร

การอาบน้ำอุ่น, สุขภาพ, การดูแลสุขภาพ, บทความสุขภาพ          วันนี้มาดูกันว่า  การอาบน้ำอุ่น  ดีต่อ สุขภาพ อย่างไร  ถ้าบ้านของคุณมีเครื่องทำน้ำอุ่นอยู่แล้ว  การอาบน้ำอุ่น  อย่างสม่ำเสมอก็คงสามารถทำได้สะดวก  แต่สำหรับบ้านที่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น  ก็สามารถที่จะต้มน้ำร้อนอาบบ้างอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้งก็คงไม่วุ่นวายจนเกินไปนักสำหรับ สุขภาพ ที่ดีของเรา
          การอาบน้ำอุ่น  ช่วยกระตุ้นระบบหายใจให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ดังนั้นจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับท่านที่มีสุขภาพหัวใจไม่แข็งแรงนัก
          อุณหภูมิของน้ำที่มีความอุ่นพอเหมาะ  เช่น  45 องศา  ยังจะช่วยเยียวยาอาการของโรคกระเพาะอาหารได้ดีอีกด้วย  ทำให้ร่างกายสดชื่น  ความดันโลหิตเป็นปกติ  นอนหลับสบาย  แต่หากอาบน้ำที่ร้อนมาก ๆ  จะยิ่งทำให้ร่างกายของคุณอ่อนเพลียมากขึ้น  ดังนั้นการอาบน้ำอุ่นบ้างอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้งก็คงไม่วุ่นวายจนเกินไปนัก

ข้อมูลจาก:http://www.siamhealthtoday.com.html
โพสต์โดย: JUM_NCC

น้ำดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง

ลักษณะของน้ำดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง

  1. น้ำอ่อน  คือน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุ  และมีส่วนเกี่ยวพันกับการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงซึ่งไม่ใช่น้ำที่ดีต่อสุขภาพ
  2. น้ำกลั่น  เป็นน้ำซึ่งไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่เลย  จะเป็นผลให้ร่างกายต้องดึงเอาแร่ธาตุที่จำเป็น  เช่น  แคลเซียม  แมกนีเซียม  เกลือแร่ต่าง ๆ  ที่สะสมอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ  ออกมาใช้  ซึ่งอาจทำให้ร่างกายขาดธาตุเหล่านี้  จนเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคหัวใจ  และหลอดเลือดตามมา ซึ่งก็ไม่ดีต่อสุขภาพ
  3. น้ำดื่มบรรจุขวดที่มีสารปนเปื้อนไม่ได้มาตราฐาน  แม้จะดูใสให้ความรู้สึกว่าสะอาดปลอดภัยกว่าน้ำประปา  แต่  25%  ของน้ำบรรจุขวดเป็นเพียงการนำน้ำประปามาใส่ขวดและปรับปรุงคุณภาพเพียงเล็ก น้อยเท่านั้น
  4. น้ำประปาที่มีคลอรีนเพื่อช่วยฆ่าเชื้อแบคทรีเรีย  แต่กลับก่อให้เกิดสารพิษที่ชื่อ  ไตฮาโลมีเทน  เกิดจากคลอรีนทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในน้ำ  เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ  เช่น  โรคความดันโลหิตสูง  โรคโลหิตจาง  โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่  โรคสมองเสื่อม  เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของน้ำดื่มที่ดี
  5. น้ำอัดลม  ทำมาจากน้ำกลั่นหรือน้ำอ่อนที่ไม่มีแร่ธาตุ  ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียแร่ธาตุ  เนื่องจากถูกดึงแร่ธาตุที่จำเป็นออกมาใช้  เช่น  แคลเซียม  แมกนีเซียม  แร่ธาตุต่าง ๆ  จะสูญเสียออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะและอื่น ๆ  ซึ่งการสูญเสียนี้จะส่งผลให้เกิดโรคตามมา  เช่น  โรคกระดูกพรุน  โรคข้ออักเสบ  และโรคเกี่ยวกับความเสื่อมต่าง ๆ โรคแก่ก่อนวัย  เป็นต้น
  6. น้ำหวาน  น้ำผลไม้สำเร็จรูปซึ่งเป็นเพียงน้ำตาลกับสีผสมอาหาร  โดยแต่งกลิ่นสีเลียนแบบธรรมชาติอาจมีเกลือแร่ปนอยู่บ้าง  แต่ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดผลร้ายแก่ร่างกาย  มากกว่าผลดีที่จะได้รับ
ข้อมูลจาก:http://www.siamhealthtoday.com.html
โพสต์โดย:JUM_NCC

อยากมีผิวสวย ผิวดี...น้ำผลไม้ช่วยได้

น้ำผลไม้, บำรุงผิว, สุขภาพ, การดูแลสุขภาพผิว, บทความสุขภาพ, ความงาม          น้ำผลไม้ สดจากธรรมชาติ บำรุงผิว สุขภาพผิว ได้ผลเร็วกว่าครีมราคาแพง  ในผลไม้ทุกชนิดนั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ ๆ  มากมายที่จะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายได้โดยตรง  คนที่รับประทานผักสดและ ผลไม้สด เป็นประจำสม่ำเสมอทุก ๆ  วันนั้นสังเกตุได้เลยว่าจะเป็นคนที่มี สุขภาพผิว ที่ดี  แม้เป็นผู้ชายก็จะผิวสวย  ผุดผ่อง  มีน้ำมีนวล
          ผลไม้บางชนิดนั้นนอกจากรับประทานแล้วยังสามารถนำมาพอกทาใบหน้าเพื่อ บำรุงผิว ด้วยครีมต่าง ๆ  ซึ่งต้องการเวลาและมีราคาสูง  ถ้าคุณขยันก็ควรแบ่งเวลาสักไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่าสัปดาห์เพื่อพอกหน้าด้วยผล ไม้  ผลที่ได้คือการ บำรุงผิว ดีที่
          สับปะรดสด ๆ  คั้นเอาแต่น้ำมาชโลมพอกทาใบหน้า  คนที่มี ผิวหน้ามัน จะได้ผิวที่ดี  สมดุล  จุดด่างดำ  และริ้วรอยต่าง ๆ จะหายไป (พอกนานประมาณ 20 นาที)

          แอปเปิลนำไปปั่นให้ข้น  ไม่ต้องให้เป็นน้ำ  หรือฝานเป็นชิ้นบาง ๆ  นำมาวางทั่วใบหน้า  หรือพอกหน้าไว้นาน  20  นาที  เหมาะสำหรับคน ผิวแห้ง  เพิ่มความชุ่มชื้นให้ใบหน้า  ผิวหน้า ที่ตากแดดตากลม มาก ๆ  ควร บำรุงผิว ด้วย  มะละกอสุก ที่คัดเมล็ดทิ้งแล้วปั่นหรือยีให้เละด้วยส้อม  นำมาพอกหน้านาน  15-20  นาที  ทำให้ ผิวหน้า ที่แห้งแตกเป็นขุย  ๆ  มีความนุ่มนวลและชุ่มชื่นขึ้น
          เปลือกมะนาวที่บีบน้ำออกแล้วนำมาถูคลึงเบา ๆ  ทั่วใบหน้าที่มันจะช่วยลดความมัน  ขจัดสิวเสี้ยน  เพิ่มความขาวนวลได้ดี  มะเขือเทศ  แตงกวา  น้ำผึ้ง  (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)  ปั่นละเอียดหรือฝานบาง ๆ  วางทั่วใบหน้าหรือพอกหน้านาน  20 นาที เป็นประจำทุก ๆ  1  สัปดาห์  จะช่วยขจัดริ้วรอยบนใบหน้า  เพิ่มความขาวเนียนผุดผ่องให้ใบหน้าได้อย่างดี  สิ่งที่บอกกล่าวนี้  ถ้าท่านทดลองทำดูก็ไม่น่าเสียหายเพราะเป็นการนำสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมา ประยุกต์ใช้กับร่างกาย  เป็นการธรรมชาติมาดูแล สุขภาพผิว ซึ่งไม่เป็นผลเสียใด ๆ

ข้อมูลจาก:http://www.siamhealthtoday.com.html
โพสต์โดย:JUM_NCC

เครื่องดื่ม กับยาเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ยากับเครื่องดื่ม  "เข้าสู่ช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน  ผู้อ่านหลายท่านคงเตรียมตัวเลี้ยงฉลอง  เดินทางกลับภูมิลำเนา  หรือไม่ก็หยุดพักร้อนไปเที่ยวเฮฮากับเพื่อนฝูง  อาหารและเครื่องดื่มก็คงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยอย่างไรก็ตามหากมียาที่ต้อง รับประทานอยู่  เราจำเป็นต้องรู้ว่าเครื่องดื่มประเภทใดที่จำเป็นต้องงดเว้น เพื่อสุขภาพที่ดีของท่าน"
ยากับเหล้า  เบียร์  ไวน์   แอลกอฮอล์ เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม  อาทิ  เหล้า  เบียร์  ไวน์  เป็นต้น  แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดประสาท  ทำให้สติสัมปชัญญะของเราลดลง  หากรับประทานร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาท  เช่น  ยาแก้แพ้  ยาคลายกังวล  ยาต้านซึมเศร้า  อาจทำให้ง่วงซึม  ขาดสมาธิ  ได้มากกว่าปกติถ้ารุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติ  และหยุดหายใจไปเลยก็ได้  แอลกอฮอล์ยังมีพิษต่อตับหากรับประทานร่วมกันกับยา  พาราเซตามอล  หรือยาอื่นที่มีผลต่อตับก็มีโอกาสทำให้เกิดตับวายเฉียบพลันได้  ยาต้าน เชื้อ  Metronidazole  เมื่อรับประทานร่วมกันกับแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดอาการผิวหนังแดงจากการขยายตัว ของหลอดเลือด  โดยเฉพาะที่ใบหน้า  ร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน  หัวใจเต้นเร็ว  เนื่องจากแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายที่ดี  อาจเปลี่ยนแปลงการดูดซึมยาหลายชนิด  โดยเฉพาะทำให้ยาบางชนิดดูดซึมได้มากขึ้น  ส่งผลให้เกิดผลข้างเคียง  จากการได้รับยาเกินขนาดได้

     ถึงแม้ว่าเราพยายามจะเลี่ยงการรับประทานยาไม่พร้อมกันก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอ ไป  ไม่ว่ายาหรือแอลกอฮอล์  เมื่อเข้าสู่ร่างกายของเรามันยังคงคั่งค้างในร่างกายไปหลายชั่วโมง  หรืออาจเป็นวันเลยก็ได้  ทั้งนี้ก็ขึ้นกับตัวยานั้น ๆ และปริมาณแอลกอฮอล์ที่เราบริโภคเข้าไป
ยากับนม  น้ำแร่  น้ำผลไม้   นม  น้ำแร่  น้ำผลไม้  มักมีแร่ธาตุและสารเคมีบางชนิดโดยเฉพาะ  แคลเซียม  ซึ่งทำปฏิกิริยากับยาที่เรารับประทานได้เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่ไม่ดูดซึม  เมื่อยาไม่ถูกดูดซึมหรือดูดซึมได้น้อยลง  ทำให้การรักษาไม่ได้ผล  ยาที่ไม่ควรรับประทานร่วมด้วย  ได้แก่  ยาต้านเชื้อกลุ่มเตตร้าไซคลิน (tetracycline, doxycycline)  และยาต้านเชื้อกลุ่มควิโนโลน (norfloxacin, ofloxacin, ciprofloxacin)  ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่ม  bisphosphonate (alendronate, risedronate, ibandronate)
ยากับชา  กาแฟ  เครื่องดื่มชูกำลัง   มักมีสารกระตุ้นประสาทที่รู้จักกันดีคือ  คาเฟอีน  ที่ทำให้รู้สึกสดชื่น  แต่หากได้รับมากเกินไปจะทำให้กระวนกระวาย  ใจสั่น  นอนไม่หลับและรับประทานร่วมกับยาที่กระตุ้นระบบประสาท  เช่น  pesudoephedrine  ซึ่งพบได้ในยาสูตรผสมแก้หวัดที่หาซื้อได้ทั่วไป  ก็อาจทำให้เกินอาการเหล่านั้นมากขึ้นหรือนานขึ้น  ยาบางอย่างทำให้คาเฟอีนอยู่ในร่างกายได้นานขึ้นได้แก่  ciprofloxacin  cimetidine  เมื่อต้องรับประทานยาเหล่านี้ควรงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนชั่ว คราว
ยากับอุณหภูมิของน้ำนั้นสำคัญไฉน  ยา ชางชนิดห้ามผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเพราะจะทำให้ยาเสื่อมสภาพ  ได้แก่  ยาปฏิชีวนะสำหรับเก็กควรใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วผสมเท่านั้น  สำหรับการรับประทานยาร่วมกับน้ำอุ่นนั้นไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด  เนื่องจากน้ำที่เราดื่มลงไปนั้น  ร่างกายได้ปรับเปลี่ยนอุณหภูมิของน้ำโดยอัตโนมัติ
น้ำเปล่ากับยาดีที่สุด  นอกจากจะไม่มีผลกับยาที่รับประทานแล้วหากดื่มในปริมาณที่เพียงพอยังช่วย ละลายยา  เพิ่มการดูดซึมและลดผลข้างเคียงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับยา  โดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร
" ทุกครั้งที่ต้องรับประทาน  อย่าลืมอ่านข้อมูลยาบนฉลาก  หรือสอบถามเพิ่มเติมกับเภสัชกรของท่าน "

ข้อมูลจาก:http://www.siamhealthtoday.com.html
โพสต์โดย:JUM_NCC