ปี 2555 น้ำท่วมแน่หรือไม่? รับรู้อย่างมีสติแต่ไม่ประมาท
วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 08:00 น.
สภาพอากาศทั่วทุกภาคของประเทศไทยยกเว้นภาคใต้ในระยะนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวมาเป็นฤดูร้อน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดฝนตก แต่ไม่เหมือนทุกปี เพราะปริมาณฝนในปีนี้กลับมากกว่าปีที่ผ่านมา
จึงทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลว่าปี 2555 น้ำจะท่วมใหญ่ท่วมนานมากกว่าปี 2554
นักวิชาการที่รู้เรื่องน้ำก็ออกมาระบุว่าเดือนพฤษภาคมจะเกิดน้ำท่วมอีกแน่ ให้เตรียมมาตรการป้องกันเอาไว้ แต่ก็มีนักวิชาการหลายท่านออกมายืนยันว่าน้ำจะไม่ท่วม ทำให้ประชาชนที่ฟังข่าวย่อมสับสนเป็นธรรมดา ซึ่งทางที่ดีควรฟังอย่างรอบด้านด้วยความมีสติและไม่ประมาทเป็นดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ยังไม่ออกมาประกาศแผนรับมือน้ำท่วมให้ประชาชนที่กังวลว่าจะประสบอุทกภัยอีกในปี 2555 ได้รับรู้ข้อมูลการป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนายกฯยิ่งลักษณ์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า มีการวางแผนไว้แล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการและมั่นใจว่าทุกขั้นตอนจะทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้
แต่ก็ยังไม่มีใครทราบว่าแผนการจัดการน้ำออกมาเมื่อใด ทำให้เกิดความสงสัยว่าน้ำจะท่วมอีกจริงไหมและการป้องกันน้ำท่วมจะทำได้ทันเวลาหรือไม่?
ผู้ที่เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงานจึงออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุน้ำท่วมในปี 2554 และแผนการในปี 2555 เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนตัดสินใจเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้
นายสุทัศน์ ปัทมศิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2554 น้ำที่ไหลเข้าเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากอิทธิพลของพายุต่างๆ ทั้งนกเตน ไห่ถาง เนสาด นาลแก และร่องมรสุม นอกจากนี้การจัดการน้ำของเขื่อนก็สามารถช่วยเรื่องน้ำท่วมได้แค่ส่วนน้อย เพราะยังมีน้ำจากส่วนต่างๆ เข้ามาสมทบ อาทิ น้ำจากลุ่มแม่น้ำยม ซึ่งหากปริมาณน้ำสูงเกิน 3,500 ลบ.ม./วินาที บางพื้นที่จะยังเสี่ยงกับน้ำท่วมอยู่
ทางแก้ปัญหาคือ รัฐต้องมีแผนจัดการปริมาณน้ำที่สูงได้ เช่น มีทางระบายน้ำพิเศษ และควรจะมีการพยากรณ์ล่วงหน้าที่ไกลมากกว่า 7 วัน จะได้วางแผนจัดการน้ำถูก เพราะในปัจจุบันเขื่อนต้องเก็บกักน้ำไว้เนื่องจากห่วงว่าจะไม่มีน้ำทำการเกษตร รวมทั้งต้องมีการทำเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำใหม่ ที่ต้องระวังน้ำล้นเขื่อนมากขึ้น หรือตั้งเกณฑ์ในการจัดการน้ำว่าจะใช้หลักเกณฑ์ใด เช่น เพื่อป้องกันน้ำท่วมเป็นหลัก
สำหรับกรมชลประทาน ก็ออกมายืนยันว่าปี 2555 น้ำไม่ท่วมหนักซ้ำรอยปี 2554 แน่ โดยนายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า วางแผนเร่งด่วนรับมืออุทกภัยไว้แล้วและระบายน้ำออกจากเขื่อนหลักทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิต์มากกว่าปี 2554 มาก ยืนยันจะบริหารและพร่องน้ำในเขื่อนให้มีที่ว่างสามารถรับน้ำในฤดูฝนได้ 5,000-6,000 พันล้านลบ.ม. โดยเร่งระบายน้ำในสองเขื่อนใหญ่รวมกันวันละ 100 ลบ.ม. ทั้งยังควบคุมน้ำไม่ให้ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเกิน 3,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะไม่ทำให้น้ำล้นตลิ่งท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีการขุดลอกคูคลองเสริมคันกั้นน้ำให้มั่นคงแข็งแรง ซ่อมแซมประตูน้ำและคันกั้นน้ำที่ชำรุดเสียหาย
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือคูคลองในกรุงเทพฯต้องขุดลอกให้หมด ที่ไม่เคยลอกก็ต้องทำทุกคูคลองด้วย ซึ่งจะทำให้กรุงเทพฯ สามารถระบายน้ำได้ดีขึ้นกว่าปี 2554 และกรมชลฯยังเดินหน้าศึกษาเตรียมขุดคลองคู่ขนาน คลองชัยนาท-ป่าสัก ทำฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออกในปี 2556 แม้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.)ยังไม่มีแผนชัดเจน
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ถูกหลายฝ่ายโจมตีว่าไม่มีการพยากรณ์ล่วงหน้าที่ยาวนานมากกว่า 7 วัน ทำให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วมไม่ทัน ซึ่งนายสมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ด้านบริหารกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชี้แจงว่า จริงๆ แล้วมีวิธีที่สามารถพยากรณ์ได้ไกลเกินกว่า 7 วัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า หากยิ่งไกลปัจจุบัน ความถูกต้องแม่นยำยิ่งน้อยลง
สาเหตุที่ตอนนี้พยากรณ์ล่วงหน้าที่ยาวนานไม่ได้ เพราะกรมอุตุฯมีศักยภาพไม่เพียงพอ เครื่องมือยังเป็นแบบเดิมตั้งแต่ตั้งกรมอุตุฯขึ้น ขีดจำกัดทำให้พยากรณ์ได้เพียง 7 วันเท่านั้น หากได้โอกาสและมีเครื่องมือรวมทั้งเครือข่ายการตรวจวัดที่มากขึ้น เจาะจงพื้นที่มากขึ้น เชื่อว่าการพยากรณ์ล่วงหน้าสามารถทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และเตือนว่า หน้าที่การพยากรณ์อากาศควรเป็นของกรมอุตุฯเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนไม่สับสน
ส่วนในปีนี้ กรมอุตุฯ คาดหมายลักษณะอากาศว่า ปรากฏการณ์ลานินญ่ายังมีอิทธิพลและส่งผลกระทบในพื้นที่ไทยทำให้สถานการณ์ฝนตกมากในปีนี้ แม้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่า ปี 2554 แต่ยังสูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยปริมาณฝนตกในรอบ 30 ปี ซึ่งต้องเฝ้าติดตามสภาพลักษณะฝนตกและปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้นักวิชาการหลายท่านยังออกมาเตือนให้ประชาชนรับมือน้ำที่จะมาในปี 2555 เพราะโลกร้อนขึ้น ฝนต้องตกมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นแนวโน้มที่ต้องเกิด โดยประชาชนต้องตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนกและคอยสังเกตปริมาณฝนและระดับน้ำในท้องที่เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันน้ำท่วมด้วยตัวเอง
โพสต์โดย:JUM_NCC
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น